>

PHP เบื้องต้น

PHP เบื้องต้น

PHP เบื้องต้น

กลัมาอีกครั้งกับ โปรแกรมเมอร์กากกาก  วันนี้จะมาเสนอเรื่อง PHP เบื้องต้น ย้ำว่าเบื้องต้นจริงๆนะครับ ใครที่ทราบแล้วก็ข้ามไปเลย  บทความนี้ไปเจอมาในเว็บบล็อกแห่งหนึ่ง  ก็น่าสนใจดี เพราะบางคนอาจจะเขียนเป็นแล้วแต่ยังไม่ทราบที่มา โปรแกรมเมอร์กากกากจึงนำบทความนี้มาลงและแก้ไขเพิ่มเติมบ้าง  เพื่อเอาไว้เตือนความจำของ โปรแกรมเมอร์กากกากเอง ด้วย แล้วมาดูกันเลยดีกว่านะครับ (ส่วนที่มา จะบอกท้ายบทความนะครับ)

               ความเป็นมาของ PHP (PHP Hypertext Preprocessor)

PHP เกิดในปี 1994 โดย Rasmus Lerdorf โปรแกรมเมอร์ชาวสหรัฐอเมริกาได้คิดค้นสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนาเว็บส่วนตัวของเขา โดยใช้ข้อดีของภาษา C และ Perl เรียกว่า Personal Home Page และได้สร้างส่วนติดต่อกับฐานข้อมูลชื่อว่า Form Interpreter ( FI ) รวมทั้งสองส่วน เรียกว่า PHP/FI ซึ่งก็เป็นจุดเริ่มต้นของ PHP มีคนที่เข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ของเขาแล้วเกิดชอบจึงติดต่อขอเอาโค้ดไปใช้บ้าง และนำไปพัฒนาต่อ ในลักษณะของ Open Source ภายหลังมีความนิยมขึ้นเป็นอย่างมากภายใน 3 ปีมีเว็บไซต์ที่ใช้ PHP/FI ในติดต่อฐานข้อมูลและแสดงผลแบบ ไดนามิกและอื่นๆ มากกว่า 50000 ไซต์   by ทีมงานคนร้อยเอ็ด และ รถมือสอง  อ่านต่อคลิ๊ก>>>
PHP เป็นภาษาสคริปต์ที่ประมวลผลที่ฝั่งเซิร์ฟเวอร์ แล้วส่งผลลัพธ์ไปแสดงผลที่ฝั่งไคลเอ็นต์ผ่านบราวเซอร์เช่นเดียวกับ CGI และ ASP ต่อมาเมื่อมีผู้ใช้มากขึ้นจึงมีการร้องขอให้มีการพัฒนาประสิทธิภาพของ PHP/FI ให้สูงขึ้น Rasmus Lerdorf ก็ได้ผู้ที่มาช่วยพัฒนาอีก 2 คนคือ Zeev Suraski และ Andi Gutmans ชาวอิสราเอล ซึ่งปรับปรุงโค้ดของ Lerdorf ใหม่โดยใช้ C++ ต่อมาก็มีเพิ่มเข้ามาอีก 3 คน คือ Stig Bakken รับผิดชอบความสามารถในการติดต่อ Oracle, Shane Caraveo รับผิดชอบดูแล PHP บน Window 9x/NT, และ Jim Winstead รับผิดชอบการตรวจ ความบกพร่องต่างๆ และได้เปลี่ยนชื่อเป็น Professional Home Page
PHP3 ได้ออกสู่สายตาของนักโปรแกรมเมอร์เมื่อ มิถุนายน 1998 ที่ผ่านมาในเวอร์ชั่นนี้มีคุณสมบัติเด่นคือสนับสนุนระบบปฏิบัติการทั้ง Window 95/98/ME/NT, Linux และเว็บเซร์ฟเวอร์ อย่าง IIS, PWS, Apache, OmniHTTPd สนับสนุน ระบบฐานข้อมูลได้หลายรูปแบบเช่น SQL Server, MySQL, mSQL, Oracle, Informix, ODBC
เวอร์ชั่นล่าสุดในปัจจุบันคือ PHP4 ซึ่งได้เพิ่ม Functions การทำงานในด้านต่างๆให้มากและง่ายขึ้นโดย Zend ซึ่งมี Zeev และ Andi Gutmans ได้ร่วมก่อตั้งขึ้น ( http://www.zend.com ) ในเวอร์ชั่นนี้จะเป็น compile script ซึ่งในเวอร์ชั่นหน้านี้จะเป็น embed script interpreter ในปัจจุบันมีคนใช้ PHP สูงกว่า 5,100,000 sites แล้วทั่วโลก ผู้พัฒนาได้ตั้งชื่อของง PHP ใหม่ว่า PHP: Hypertext Preprocessor ซึ่งหมายถึงมีประสิทธิภาพระดับโปรเฟสเซอร์สำหรับไฮเปอร์เท็กซ์
ความสามารถของ PHP นั้นในความสามารถพื้นฐานที่ภาษาสคริปต์ทั่วๆไปมีนั้น PHP ก็มีความสามารถทำได้ทัดเทียมเช่นเดียวกันเช่น การรับข้อมูลจากฟอร์ม, การสร้าง Content ในลักษณะ Dynamic, รับส่ง Cookies, สร้าง, เปิด, อ่าน และปิดไฟล์ในระบบ, การรองรับระบบจัดการฐานข้อมูลมากมายดังนี้
Adabas D Ingres Oracle (OCI7 and OCI8)
Dbase InterBase Ovrimos
Empress FrontBase PostgreSQL
FilePro (read-only) mSQL Solid
Hyperwave Direct MS-SQL Sybase
IBM DB2 MySQL Velocis
Informix ODBC Unix dbm
แต่ตัวจัดการฐานข้อมูลที่ทาง NINETO E-MAGAZINE ONLINE เลือกมาใช้ในบทความนี้คือ MySQL เหตุที่เลือกตัวนี้คือ เป็นที่นิยมกว้างขว้างและประเด็นหนึ่งที่จะต้องพิจารณาคือ Free เพราะ MySQL จัดเป็น Software ประเภท Freeware รองรับ OS ได้หลายระบบด้วยกัน ท่านสามารถดาวน์โหลดได้ที่หน้า Download ซึ่งเราได้จัดเตรียมไว้ให้แล้ว
Protocol Support ความสามารถในการรองรับโปรโตคอลหลายแบบทั้ง IMAP, SNMP, NNTP, POP3, HTTP และยังมีไลบารีสำหรับติดต่อ กับแอพพลิเคชั่นได้มากมาย มีความยืดหยุ่นสูงสามารถนำไปสร้างแอพพลิเคชั่นได้หลากหลาย และอีกข้อดีหนึ่งที่โดเด่นคือของ PHP ก็คือสามารถแทรกลงในแท็ก HTML ในตำแหน่งใดก็ได้

การใช้งาน PHP (PHP Hypertext Preprocessor) 


             เนื่องจากว่า PHP ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของตัว Web Server ดังนั้นถ้าจะใช้ PHP ก็จะต้องดูก่อนว่า Web server นั้นสามารถใช้สคริปต์ PHP ได้หรือไม่ ยกตัวอย่างเช่น PHP สามารถใช้ได้กับ Apache WebServer และ Personal Web Server (PWP) สำหรับระบบปฏิบัติการ Windows 95/98/NT
ในกรณีของ Apache เราสามารถใช้ PHP ได้สองรูปแบบคือ ในลักษณะของ CGI และ Apache Module ความแตกต่างอยู่ตรงที่ว่า ถ้าใช้ PHP เป็นแบบโมดูล PHP จะเป็นส่วนหนึ่งของ Apache หรือเป็นส่วนขยายในการทำงานนั่นเอง ซึ่งจะทำงานได้เร็วกว่าแบบที่เป็น CGI เพราะว่า ถ้าเป็น CGI แล้ว ตัวแปลชุดคำสั่งของ PHP ถือว่าเป็นแค่โปรแกรมภายนอก ซึ่ง Apache จะต้องเรียกขึ้นมาทำงานทุกครั้ง ที่ต้องการใช้ PHP ดังนั้น ถ้ามองในเรื่องของประสิทธิภาพในการทำงาน การใช้ PHP แบบที่เป็นโมดูลหนึ่ง
ของ Apache จะทำงานได้มีประสิทธิภาพมากกว่า


รูปแบบการเขียน PHP (PHP Hypertext Preprocessor) 


            การเขียนโค้ด เราสามารถเขียนได้จากโปรแกรม Editor ทั่วไปเช่น Notepad หรือ Editplus แน่นอนที่สะดวกที่สุดคงจะไม่พ้น Notepad เพราะแถมมากับ window อยู่แล้ว แต่ถ้าต้องการความสามารถและ Options ที่เพิ่มขึ้นก็แนะนำว่าโปรแกรม Editplus ใช้ได้ดีทีเดียว
           รูปแบบการเขียน PHP เขียนได้ 4 แบบดังตัวอย่าง ที่นิยมคือแบบที่ 1 และ 2 แบบที่ 3 ใช้งานคล้ายกับ Java script  ส่วนแบบที่ 4 ตัว tag <% จะเหมือนกับ ASP โดยเมื่อรันจะได้ผลลัพธ์เหมือนกัน และสามารถแทรกลงในส่วนของภาษา HTML ส่วนใดก็ได้

1.การเขียนโค้ดในรูปแบบภาษา SGML จะมีรูปแบบดังนี้
<?
คำสั่งในภาษา PHP ;
?>
2. การเขียนโค้ดเพื่อใช้ร่วมกับภาษา XHTML หรือ XML (แต่สามารถใช้ใน HTML แบบปกติได้) จะมีรูปแบบดังนี้
<?php
คำสั่งในภาษา PHP ;
?>
3. การเขียนโค้ดในรูปแบบ JavaScript จะมีรูปแบบดังนี้
<Script Language=”php”>
คำสั่งในภาษา PHP ;
</Script>
4. การเขียนโค้ดในรูปแบบ ASP จะมีรูปแบบดังนี้
<%
คำสั่งในภาษา PHP ;
%>

       * สำหรับรูปแบบที่ 4 จะใช้ได้กับ PHP 3.0.4 ขึ้นไป และจะต้องไปแก้ไฟล์ php.ini ในโฟลเดอร์ C:\WINDOWS เสียก่อนโดยให้ asp_tags มีค่าเป็น On
         การเขียนสคริปต์ PHP ในรูปแบบใดก็ตามจะต้องมีเครื่องหมาย semicolon ( ; ) ลงท้ายคำสั่งเสมอเหมือนกับการเขียนภาษา C กับภาษา Perl และคำสั่งหรือฟังก์ชั่นในภาษา PHP จะเขียนด้วยตัวพิมพ์เล็กหรือพิมพ์ใหญ่ก็ได้ ( case-insensitive ) การจบ statement หรือสิ้นสุด script เราจะปิดท้ายสคริปต์ด้วยแท็ก ( ?> ) และคำสั่งสุดท้ายในสคริปต์นั้นจะลงท้ายด้วย semicolon ( ; ) หรือไม่ก็ได้เพราะจะถูกปิดด้วยแท็ก ( ?> ) อยู่แล้ว

นอกจากรูปแบบแล้ว การวาง code ผสมกับ HTML ก็เป็นวิธีหนึ่ง

<html>
<head>
<title>Example</title>
</head>
<body>
<?php
echo “Hi, I’m a PHP script!”;
?>
</body>
</html>

Comment (การเขียนคำอธิบายโปรแกรม)

การเขียนโปรแกรมที่มีความยาวและซับซ้อนมากๆอาจจะทำให้สับสนในภายหลังได้ วิธีที่นิยมกันก็คือการเขียนคำอธิบายไว้ท้ายคำสั่งนั้นๆ หรือที่เรียกกันว่า comments ใน PHP จะสามารถเขียนในรูปแบบของภาษา C, C++ และ Unix shell-style comments ได้โดยจะไม่นำมาประมวลผล จะเห็นแค่ใน souce code เท่านั้น
รูปแบบ
<?php
echo “This is a test”;         // comment  แบบ C++
/* แบบนี้เป็นการ comments
แบบหลายบรรทัด จะใช้ในกรณี
ที่คำอธิบายเยอะ*/
echo “This is yet another test”;
echo “One Final Test”;      # comment แบบ Unix shell-style
?>
ข้อควรระวัง PHP ไม่รับ Comment แบบ nest
<?php
/*
echo “This is a test”; /* comment ตัวนี้จะมีปัญหา */
*/
?>

คำสั่งแสดงผล

เราสามารถใช้คำสั่งเพื่อแสดงผลได้ 3 แบบคือ
1. echo
2. print
3. printf
1. คำสั่ง Echo จะสามารถแสดงได้หลายประเภท เช่น
<?php
echo ” ทดสอบการใช้คำสั่ง echo “;
?>
นี่เราลองมาดูความสามารถอีกอย่างของคำสั่ง echo กันคือความสามารถในการแยกนิพจน์ หรือค่าตัวแปรได้ โดยจะใช้เครื่องหมาย , คั่น
<?php
echo ” ทดสอบการใช้คำสั่ง echo<br> ” ;
echo ” <b>10+20 = ” , 15+15 , “</b>” ;
?>
สังเกตคำสั่ง echo “<b> 10+20 = ” , 15+15 , “</b>” ; ผมได้ใช้เครื่องหมาย , คั้นระหว่าง “<b> 10+20 =” และ “</b>” ไว้เพื่อให้โปรแกรมแยกส่วนที่เราต้องการให้มันแสดงออกทางหน้าแบบธรรมดากับส่วนที่เราต้องการให้โปรแกรมทำการคำนาณให้เรานั้นคือ 15+15 เมื่อคำนวณแล้วจะได้ค่า 30 โปรแกรมจะนะค่าที่ได้จากการคำนวณมาแสดงแทน ส่วนแท็ก <br> และ <b>…</b> นั้นเป็นแท็ก HTML ธรรมดาซึ่งผมใส่ไว้เพื่อทำให้การแสดงผลสวยงามขึ้น
<?php
echo “ทดสอบการใช้คำสั่ง echo ” ;
echo ” 10+20 = ” , 15+15 ;
?>
2. คำสั่ง print
<?php
print ” ทดสอบการใช้คำสั่ง print ” ;
?>
3. คำสั่ง Printf
ในการใช้คำสั่ง printf เราจะต้องทราบชนิดของข้อมูลที่เราต้องการแสดงออกมาว่าเป็นชนิดใด เราจะได้กำหนดค่าลงไปถูงต้องดังนี้
%d     ตัวเลข
%o       เลขฐานแปด
%c       ข้ออักษร ( 1 ตัว )
%s       ข้อความ
%f       ทศนิยม
<?php
printf ( ” 15+15 = %d <br> ” , 15+15) ;
printf ( ” 20/3 = %d <br> ” , 20/3 ) ;
printf ( ” 20/3 = %f <br> ” , 20/3 ) ;
?>
สังเกตคำสั่งที่ 2 และ 3 ให้ดีนะครับ เราได้ใช้ตัวคำนวณเหมือนกันแต่กำหนดชนิดของข้อมูลไม่เหมือนกัน โดยคำสั่งที่ 2 ผมได้กำหนดชนิดข้อมูลเป็น %d แต่ในคำสั่งที่ 3 ได้กำหนดชนิดเป็น %f ผลที่ได้ก็จะแตกต่างการกันครับ
String
แบ่งตามลักษณะตัวปิดแบ่งออกเป็น 3 แบบคือ
• single quoted
• double quoted
• heredoc syntax (ไม่อธิบาย)
Single Quoted
ตัวแปร ที่อยู่ภายใต้ single quoted ถือเป็นข้อความด้วย
echo ’this is a simple string’;
echo ’You can also have embedded newlines in strings,
like this way.’;
echo ’Arnold once said: “I\’ll be back”’;   // output: … “I’ll be back”
echo ’Are you sure you want to delete C:\\*.*?’;      // output: … delete C:\*.*?
echo ’Are you sure you want to delete C:\*.*?’;        // output: … delete C:\*.*?
echo ’I am trying to include at this point: \n a newline’; // output: … this point: \n a newline
Double Quoted

การใช้ double quoted สามารถใช้ร่วมกับ escaped characters ได้ดังตาราง

Escaped characters sequence meaning
\n linefeed (LF or 0x0A (10) in ASCII)
\r carriage return (CR or 0x0D (13) in ASCII)
\t horizontal tab (HT or 0×09 (9) in ASCII)
\\ backslash
\$ dollar sign
\” double-quote
\[0-7]{1,3} the sequence of characters matching the regular expression is a character in octal notation
\x[0-9A-Fa-f]{1,2} the sequence of characters matching the regular expression is a character in hexadecimal notation

ข้อควรระวังในการใช้ งาน

$beer = ’Heineken’;
echo “$beer’s taste is great”; // works, “’” is an invalid character for varnames
echo “He drunk some $beers”; // won’t work, ’s’ is a valid character for varnames
echo “He drunk some ${beer}s”; // works
Simple syntax
$fruits = array( ’strawberry’ => ’red’ , ’banana’ => ’yellow’ );
echo “A banana is $fruits[banana].”;
echo “This square is $square->width meters broad.”;
echo “This square is $square->width00 centimeters broad.”; // won’t work,
// for a solution, see the complex syntax.
Complex syntax
$great = ’fantastic’;
echo “This is { $great}”; // won’t work, outputs: This is { fantastic}
echo “This is {$great}”; // works, outputs: This is fantastic
echo “This square is {$square->width}00 centimeters broad.”;
echo “This works: {$arr[4][3]}”;
echo “This is wrong: {$arr[foo][3]}”; // for the same reason
// as $foo[bar] is wrong outside a string.
echo “You should do it this way: {$arr[’foo’][3]}”;
echo “You can even write {$obj->values[3]->name}”;
echo “This is the value of the var named $name: {${$name}}”;

ตัวอย่างการใช้งาน String

<?php
$str = “This is a string”;    /* การกำหนดค่าให้กับ string. */
$str = $str . ” with some more text”;        /* ต่อข้อความกับตัวแปร */
$str .= ” and a newline at the end.\n”; /* ต่อข้อความกับตัวแปร อีกรูปแบบหนึ่ง และใช้ escaped newline. */
/* This string will end up being ’<p>Number: 9</p>’ */
$num = 9;+
$str = “<p>Number: $num</p>”;
/* This one will be ’<p>Number: $num</p>’ */
$num = 9;
$str = ’<p>Number: $num</p>’;
/* Get the first character of a string */
$str = ’This is a test.’;
$first = $str{0};
/* Get the last character of a string. */
$str = ’This is still a test.’;
$last = $str{strlen($str)-1};
?>
Variable Scope
PHP โดยส่วนใหญ่ตัวแปรจะเป็นแบบ Single scope ดังแสดงตามตัวอย่าง
$a = 1;
include “b.inc”;
ตัวอย่าง การใช้ตัวแปร global และ local
แบบที่1 ตัวแปร a มีค่าต่างกัน
$a = 1; /* global scope */
Function Test () {
echo $a; /* reference to local scope variable */
}
Test ();

แบบที่ 2 การใช้ตัวแปร a และ b

$a = 1;
$b = 2;
Function Sum () {
global $a, $b;
$b = $a + $b;
}
Sum ();
echo $b;
HTML FORM
<form action=”foo.php” method=”post”>
Name: <input type=”text” name=”username”><br>
<input type=”submit”>
</form>
pass by reference
function add_some_extra(&$string) {
$string .= ’and something extra.’;
}
$str = ’This is a string, ’;
add_some_extra($str);
echo $str; // outputs ’This is a string, and something extra.’
PostgreSQL ใน PHP
int pg_connect (string host, string port, string options, string tty, string dbname)
ตัวอย่าง
$dbconn3 = pg_Connect (“host=sheep port=5432 dbname=mary user=lamb password=baaaa”);
pg_close
bool pg_close (int connection)
pg_cmdtuples
Returns number of affected tuples
int pg_cmdtuples (int result_id)
pg_exec
Execute a query
int pg_exec (int connection, string query)
pg_result
Returns values from a result identifier
mixed pg_result (int result_id, int row_number, mixed fieldname)
pg_freeresult
Free result memory
int pg_freeresult (int result_id)

ตัวอย่างการใช้งาน

<?
function getAuthorID($dbconn) {
$sql = “select nextval(‘authors_author_id_seq’)”;
$result = pg_exec($dbconn,$sql);
return pg_result($result,0,0);
}
function insertAuthor($dbconn,$aid,$title,$fname,$lname,$mail,$usr) {
$sql = “insert into authors (author_id, author_title, author_fname, author_lname, author_email, a_user_name) values (‘$aid’, ‘$title’, ‘$fname’, ‘$lname’, ‘$mail’, ‘$usr’) “;
$result = pg_exec($dbconn,$sql);
$err =  pg_cmdtuples($result);
return $err;
}
$sql = “SELECT paper_id,trim(paper_title) as p_title, trim(abstract) as p_abstract,
FROM papers
WHERE paper_id = ‘$p_paper_id’ “;
$row = 0;
$rs = pg_exec($km_connect,$sql);
$p_title = pg_result($rs,$row,p_title);

$p_abstract = pg_result($rs,$row,p_abstract);       ?>

โปรแกรมเมอร์กากกากก็ขอจบแต่เพียงเท่านี้ ที่มาดูได้จากท้ายบทความนะจ่ะ

PHP | VB | HTML | Javascript | JQuery | SQL | Computer | CSSIT


ที่มา :http://jumparm.wordpress.com

ทิคนิคทำ Flash Drive ปลอดจากไวรัส Computer


ทิคนิคทำ Flash Drive  ปลอดจากไวรัส Computer


ทิคนิคทำ Flash Drive  ปลอดจากไวรัส Computer


กลับมาอีกแล้วกับ โปรแกรมเมอร์กากกาก  วันนี้จะมานำเสนอเทคนิคที่ทำให้ Flash Drive ของคุณปลอดภัยจากไวรัส Computer   Flash Drive ถือว่าเป็นอุปกรณ์ยอดนิยมก็ว่าได้ เพราะปัจจุบันหากใครมีคอมพิวเตอร์หรือเล่นคอมอยู่เป็นประจำก็จะมีติดตัวไว้  เพราะช่วยให้การทำงานต่างๆง่ายขึ้น  เพราะสามารถพกพาไปไหนต่อไหนก็ได้  แต่การพกพาไปไหนต่อไหนนั้น  เราก็อาจจะนำไวรัสติดมาจากที่อื่นก็เป็นได้  เพราะส่วนใหญ่ในเครื่องสาธารณะหรือร้านเกมส์(อันนี้โปรแกรมเมอร์กากกากโดนมาเองกับตัวเมื่อเร็วๆนี้  ข้อมูลใน Flash Drive หายหมดเลย เพราะไป Copy งานที่ร้านเกมส์แห่งหนึ่ง)  เมื่อใช้ Flash Drive  Save งาน หรือ Copy ในเครื่องที่มีความเสียงสูง  ก็จะมีโอกาส นำพาไวรัสมาสู่เครื่อง Coputer ส่วนตัวเราได้  โปรแกรเมอร์กากกาก จึงเขียนบทความนี้ขึ้นมา เพราะ ว่าเจอมากับตัวเอง 555+  เราลองมาดูวิธีกันเลย



วิธีที่ไวรัสเข้าไปฝังตัวอยู่ใน Flash Drive 


เมื่อเสียบ Flash Drive เข้ากับคอมพิวเตอร์ที่มีไวรัสอยู่ ไวรัสจะแพร่กระจายตัวเอง โดยการเขียนตัวเองพร้อมกับเขียนไฟล์ ที่มีชื่อว่า Autorun.int ลงบน Flash Drive ซึ่ง File นี้จะเป็นตัวบอกให้ Windows เรียกโปรแกรมทำงานอัตโนมัติและพร้อมที่จะแพร่กระจายตัวเอง เมื่อเรานำ Flash Drive ไปเสียบกับเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องต่อไป

วิธีป้องกัน Flash Drive ให้ปลอดภัยจากไวรัสได้ดังนี้


1.เปิด My Computer เข้าสู่ Flash Drive ที่ปราศจากไวรัส   แล้วคลิกขวาพื้นที่ว่างๆ แล้วเลือก NEW ตามต่อด้วย Folder ตามภาพ


ทิคนิคทำ Flash Drive  ปลอดจากไวรัส Computer




2 .พิมพ์ชื่อ Folder ว่า Autorun.inf ขอย้ำว่าชื่อ Folder ไม่ใช่ชื่อ File ซึ่งวิธีนี้อาจทำให้ไวรัสรู้สึกหงุดหงิด เนื่องจากมันไม่สามารถสร้าง File ชื่อ autorun.inf ได้อีกต่อ ดังภาพต่อไปนี้


ทิคนิคทำ Flash Drive  ปลอดจากไวรัส Computer



และเราสามารถ Folder นี้ไว้ด้วย เพื่อไม่ให้เราเผลอลบทิ้งไป ซึ่งการซ่อนมีขั้นตอนดังนี้

1.คลิกขวาที่ Folder autorun.inf แล้วเลือก Properties
2.คลิกเลือก Hidder
3.คลิกปุ่ม OK  ดังภาพต่วอย่าง


ทิคนิคทำ Flash Drive  ปลอดจากไวรัส Computer


ทิคนิคทำ Flash Drive  ปลอดจากไวรัส Computer


เพียงแค่นี้  Flash Drive ของก็จะปลอดจากไวรัส Computer ได้ระดับนึ่งแล้วนะครับ   หวังว่าคงเป็นประโยชน์นะครับ  วันนี้ โปรแกรมเมอร์กากกาก ก็ขอลาไปก่อนครับ

PHP | VB | HTML | Javascript | JQuery | SQL | Computer | CSSIT

ที่มา : http://guru.sanook.com


วิธทำให้ computer boot windows 7 เร็วขึ้น

วิธทำให้ computer boot windows 7 เร็วขึ้น

วิธทำให้ computer boot windows 7 เร็วขึ้น

โปรแกรมเมอร์กากกาก  กับมาอีกแล้วครับท่านผู้อ่าน  วันนี้เราจะมานำเสนอ วิธีทำให้ Cmputer  boot windows 7 เร็วขึ้น    ในแบบฉบับ กากกาก  เรามาดูกันว่ามีวิธีการทำอย่างไร

1.คลิกปุ่ม Start  พิมพ์ msconfig  ใส่ลงในช่อ Search จะได้ดังภาพ   แล้วกด Enter หรือ คลิกที่ msconfig ก็ได้นะครับ


วิธทำให้ computer boot windows 7 เร็วขึ้น
คลิกปุ่ม Start  พิมพ์ msconfig  ใส่ลงในช่อ Search  

2.หลักจากทำตามข้อ 1 แล้วนั้นจะปรากฏหน้า System Configuration ขึ้นมา ดังภาพด้านล่าง


boot windows 7 เร็วขึ้น
ปรากฏหน้า System Configuration
3. หลังจากทำตามข้อที่  2 แล้ว ให้คลิกที่   Startup แล้วจะมีหน้าต่างขึ้นดังภาพ  คลิกเลือก โปรแกมที่ไม่ต้องการ Boot   ในครั้งแรกที่เปิดเครื่อง ออก (หมายถึง เอาเครื่องหมายถูกออก)  หลังจากนั้นให้กด  Apply  แล้ว กด OK  เครื่องจะถามว่าต้องการ Restart เครื่องใหม่หรือป่าว  ก็ให้ตอบว่าต้องการ Restart หลังจากนั้นก็  มาดูผลกันว่าเร็วขึ้นหรือป่าว

boot windows 7 เร็วขึ้น
คลิกที่   Startup

4.  ข้อนี้เป็นข้อพิเศษ  หากท่านยังไม่พอใจในความเร็วของการ boot windows 7 ของท่าน  ให้ทำตามข้อนี้ได้อีกครั้ง   


4.1  คลิกปุ่ม Start  พิมพ์ msconfig  ใส่ลงในช่อ Search จะได้ดังภาพ   แล้วกด Enter หรือ คลิกที่ msconfig  (ตามข้อที่  1 )

4.2 หลังจากนั้นให้คลิกเลือกเมนู  Boot  จะปรากฏภาพด้งรูป  หลังให้ติกเครื่องหมายถูกตรงคำว่า  No GUI boot (ซึ่งย่อมาจาก  Graphic User interface )  หลังจากนั้นให้กด Apply และ OK ตามลำดับ เครื่องก็จะถามว่า ท่านต้องการ Restart เครื่องหรือไม่  ก็ตอบว่า ใช่ นะครับ  แล้วมาลองดูผลกัน 

boot windows 7 เร็วขึ้น
คลิกเลือกเมนู  Boot

 สำหรับโปรแกรมเมอร์กากกาก ก็ขอจบบทความ วิธทำให้ computer boot windows 7 เร็วขึ้น  ไว้แต่เพียงเท่านี้ครับ  หากมีข้อสงสัย ก็สามารถ Comment ถามกันมาได้เลยนะครับ ขอบคุณครับ  ไว้เจอกันบทความต่อไปครับ

 PHP | VB | HTML | Javascript | JQuery | SQL | Computer | CSSIT

วิธีส่ง อีเมล์ ด้วย PHP (PHP Send email)

วิธีส่ง อีเมล์ ด้วย PHP (PHP Send email)

วิธีส่ง อีเมล์ ด้วย PHP (PHP Send email)

กลับมาอีกครั้งกับ โปรแกรมเมอร์กากกาก   วันนี้จะมานำเสนอเรื่อง วิธีส่ง อีเมล์ ด้วย PHP (PHP Send email)  ในแบบฉบับกากกาก  เราลองมาดูกันเลยดีกว่านะครับ ว่าจะเป็นอย่างไรใน Code แบบกากกากกันเลยดีกว่าครับ

CODE วิธีส่ง อีเมล์ ด้วย PHP (PHP Send email)

1. สร้างไฟล์ PHP หรือ HTML มา 1 ไฟล์เพื่อเป็นฟอร์มในการส่งข้อมูลเข้า E-mail นะครับ และพิมพ์ หรือ copy CODE ตามด้านล่างนี้เลยนะครับ(CODE อาจจะรกนิดนึง เพราะทางโปรแกรมเมอร์กากกาก ได้ใช้โปรแกรม dreamweaver ในการเขียน CODE ซึ่งโปรแกรมจะรันCODE HTML ขึ้นมาให้บางส่วน)

CODE HTML เพื่อสร้างฟอร์มส่ง E-mail

<!DOCTYPE html PUBLIC "-//W3C//DTD XHTML 1.0 Transitional//EN" "http://www.w3.org/TR/xhtml1/DTD/xhtml1-transitional.dtd">
<html xmlns="http://www.w3.org/1999/xhtml">
<head>
<meta http-equiv="Content-Type" content="text/html; charset=utf-8" />
<title>แบบฟอร์ม Send email</title>
</head>

<body>
<center><br>
<b>แบบฟอร์ม Send email<b></br></br>
<form id="form1" name="form1" method="post" action="sendmail.php">
<table width="415" border="0" cellspacing="1" cellpadding="1">
<tr>
<td colspan="2"> </td>
</tr>
<tr>
<td width="179">ชื่อ-นามสกุลผู้ส่ง</td>
<td width="229"><label>
<input name="name" type="text" id="name" />
</label></td>
</tr>
<tr>
<td>อีเมล์ผู้ส่ง</td>
<td><label>
<input name="sender" type="text" id="sender" />
</label></td>
</tr>
<tr>
<td>หัวข้อ</td>
<td><label>
<input name="header" type="text" id="header" />
</label></td>
</tr>
<tr>
<td valign="top">ข้อความ</td>
<td><label>
<textarea name="messages" cols="30" rows="5" wrap="virtual" id="messages"></textarea>
</label></td>
</tr>
<tr>
<td colspan="2"><div align="center">
<label>
<input type="submit" name="Submit" value="Send Mail" />
</label>
</td>
</tr>
</table>
</form>
</center>
</body>
</html>

2. สร้างไฟล์ PHP ขึ้นมาชื่อว่า  sendmail.php (หรือจะตั้งชื่ออื่นก็ได้ แต่ต้องตรงกับค่าที่สั่ง action มาในตัวหน้งสือสีแดง  ในไฟล์ที่ 1 นั้นเอง  เมื่อสร้างไฟล์ PHP ขึ้นมาแล้ว ให้พิมพ์หรือCopy CODE ด้านล่างนี้ไป หรือใครจะแก้ไข พัฒนา เพิ่มเติมจาก CODE นี้ก็ได้นะครับ

CODE PHP Send Email

<!DOCTYPE html PUBLIC "-//W3C//DTD XHTML 1.0 Transitional//EN" "http://www.w3.org/TR/xhtml1/DTD/xhtml1-transitional.dtd">
<html xmlns="http://www.w3.org/1999/xhtml">
<head>
<meta http-equiv="Content-Type" content="text/html; charset=utf-8" />
<title>Untitled Document</title>
</head>
<?php
$emailto='contactus@yourdomain.com'; //อีเมล์ผู้รับ
$subject='$header'; //หัวข้อ
$header.= "Content-type: text/html; charset=windows-620\n";
$header.="from: ".$name."E-mail :".$mail; //ชื่อและอีเมลผู้ส่ง
$messages.= "$text</br>"; //ข้อความ
$messages.= "จาก $sender<br>"; //ข้อความ

$send_mail = mail($emailto,$subject,$messages,$header);

if(!$send_mail)
{
echo"ยังไม่สามารถส่งเมลล์ได้ในขณะนี้";
}
else
{
echo "ส่งเมลล์สำเร็จ";
}
?>
<body>


</body>
</html>



โปรแกรมเมอร์กากกาก  ก็ขอจบบทความ วิธีส่ง อีเมล์ ด้วย PHP (PHP Send email)  ไว้แต่เพียงเท่านี้นะครับ  หากผิดพลาดประการใดก็ขออภัยไว้ ณ โอกาศนี้ด้วยครับ  ขอบพระคุณครับ จุ๊บๆ



PHP | VB | HTML | Javascript | JQuery | SQL | Computer | CSSIT

วิธีแชร์ปริ้นเตอร์บนวินโดว์8 (windows8)

วิธีแชร์ปริ้นเตอร์บนวินโดว์8 (windows8)


วิธีแชร์ปริ้นเตอร์บนวินโดว์8 (windows8)


     กลับมากันอีกแล้วครับสำหรับ โปรแกรมเมอร์กากกาก  วันนี้จะมานำเสนอเทคนิคเล็กๆน้อยๆ สำหรับการ แชร์ปริ้นเตอร์บนวินโดว์8(Windows8)  ไม่มีภาพประกอบนะครับต้องขออภัยด้วย  หากสงสัย  comment มาสอบถามได้นะครับ  (พอดี ไปเจอใน guru มา เลยเอามาฝาก อิอิ และอีกอย่าง โปรแกรมเมอร์กากกาก ยังใช้ Windows 7 อยู่ เลยไม่มีภาพประกอบ)  ไม่ให้เป็นการเสียเวลา  มาลองดูวิธีการกันได้เลย

    

วิธีแชร์ปริ้นเตอร์บนวินโดว์8 (windows8) อันนี้เครื่องแม่นะจ่ะ(เครื่องที่ต่อปริ้นเตอร์)

1. เข้าไปที่ Control Panel
2. เข้าไปที่ Devive and printer
3. ที่ Tap Sharing ใฟ้ติ๊กเครื่องหมายถูกที่ Share This printer
4. ที่ Tap Security ในส่วนของ Group Or username ต้องมี Everyone อยู่ด้วย ถ้ามีแล้ว ให้เช็ค Permission Print ที่ช่อง Allow
5. คลิกที่  OK เป็นอันเสร็จเรียบร้อย ในส่วนของเครื่องแม่ (หมายถึงเครื่องที่ต่อปริ้นเตอร์อยู่)

ส่วนของเครื่อง Client (หรือเครื่องลูกที่ไม่ได้ต่อปริ้นเตอร์)

 1.เปิด My Network
2.คลิกที่เครื่องแม่ จะปรากฏอุปกรณ์ และ Folder ที่ทำการ share ไว้
3.คลิกขวาที่เครื่องพิมพ์ที่ต้องการติดตั้ง เลือก Connect
4.เรียบร้อยครับ

หวังว่าคงเป็นประโยชน์ต่อท่านผู้ที่กำลังหาข้อมูลอยู่นะครับ  วันนี้โปรแกรมเมอร์กากกาก ก็ของลาไปก่อนครับ  

ปล. ที่มา http://guru.google.co.th/  



 PHP | VB | HTML | Javascript | JQuery | SQL | Computer | CSSIT

CSS เบื้องต้น (การใช้ Css เพื่อให้ Table ดูดีขึ้น)

CSS เบื้องต้น (การใช้ Css เพื่อให้ Table ดูดีขึ้น)

CSS เบื้องต้น (การใช้ Css เพื่อให้ Table ดูดีขึ้น)


กลับมาอีกแล้วกับ โปรแกรมเมอร์กากกาก  บอกได้ว่ากากจริงไรจริง ฮ่าๆ  นอกเรื่องไปแหละ  เอาและครับ เราลองมาดูการสร้างตราราง HTML ให้น่าสนใจด้วย CSS  กันดีกว่าครับ  เราลองมาดูวิธีกันเลยดีกว่านะครับ

Code HTML ในส่วนของการสร้างตาราง

1. สร้างไฟล์  PHP หรือ HTML ก็ได้ แล้วพิมพ์ CODE (หรือ Copy ไปก็ได้นะจ่ะ) ดังนั้ง (ในที่นี้ โปรแกรมเมอร์กากกาก ใช้โปรแกรม dreamweaver ในการสร้างไฟล์ นะครับ)

<!DOCTYPE html PUBLIC "-//W3C//DTD XHTML 1.0 Transitional//EN" "http://www.w3.org/TR/xhtml1/DTD/xhtml1-transitional.dtd">
<html xmlns="http://www.w3.org/1999/xhtml">
<head>
<meta http-equiv="Content-Type" content="text/html; charset=utf-8" />
<link rel = "stylesheet" href ="css/primay.css"> //ส่วนของการเรียกใช้ (กรุณาระบุที่อยู่ของไฟล์ css ให้ถูกต้อง)
<title>TEST CSS TABLE</title>
</head>

<body>
<table  class="three" cellspacing="0">
<thead >
<tr>
<td>name</td>
<td>age</td>
                 
</tr>
</thead>
<tbody >
<tr class="ood">
<td>Alex</td>
<td>22</td>
                 
</tr>
</tbody>
</table>
</body>
</html>

Code Css  ในส่วนของการตกแต่งตาราง

3. สร้างไฟล์ CSS ขึ้นมาใหม่อีก 1 ไฟล์ แล้ว พิมพ์ หรือ Copy CODE ตามนี้ครับ (สามารถลองแก้ไขได้ตามต้องการเลยนะครับ)

@charset "utf-8";
/* CSS Document */
table.three{
width:60%;
border:0; 
table.three th { font-weight:bold; 
border-bottom:1px solid #CCC; 
border-top:1px solid #CCC; 
background-color:#F2F9FF ;
color:#0000CC;
}
table.three td { padding:5px; 
border-bottom:1px dotted #CCC; 
}



ผลการรัน


CSS เบื้องต้น (การใช้ Css เพื่อให้ Table ดูดีขึ้น)

อธิบาย CODE เล็กน้อย

      ในส่วนของข้อ 1 กับข้อ 2  เป็นการสร้าง CODE    HTML  ธรรมดาๆ ซึ่งจุดสังเกตมีอยู่ที่ ตัวหนังสือสี่แดง ที่ทำไว้ให้คือ <link rel = "stylesheet" href ="css/primay.css">  มันเป็นการเรียกใช้ไฟล์ CSS ที่เราเขียนขึ้นไว้อีกไฟล์นั้นเอง  ซึ่งในที่นี้ เราสามารถที่จะเขียนอยู่ในไฟล์เดียวกันก็ได้ (ไว้จะกล่าวในบทความต่อไป) แต่การแก้ไข CODE ต่างๆจะทำให้สับสนและไม่เป็นที่นิยม  จึงนิยมเขียนแบบแยกไฟล์ จะสะดวกและง่ายต่อการแก้ไข  
       ในส่วนของ ข้อ 3 เป็นการเขียน CODE CSS อย่างง่ายโดยมีการกำหนดความ กว้างยาวของ ตาราง และอื่นๆ(ดังจะกล่าวในบทความต่อไป อิอิ) สุดท้ายนี้ โปรแกรมเมอร์กากกาก หวังเป็นอย่างยิ่งว่าบทความดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ต่อท่านที่สนใจไม่มากก็น้อย หามีข้อผิดพลาดประการใดก็ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย (เอิ่ม..ตอนท้ายนี้เขียนรายงานส่งอาจารย์หรือป่าวว่ะ 555+ ไปและครับไว้เจอกันในบทความหน้า)





  PHP | VB | HTML | Javascript | JQuery | SQL | Computer | CSSIT

วิธีทำ Flashdrive boot Windows จากไฟล์ ISO

วิธีทำ Flashdrive  boot Windows จากไฟล์ ISO


วิธีทำ Flashdrive  boot Windows จากไฟล์ ISO

กับมาอีกแล้วครับกับ โปรแกรมเมอร์กากกาก วันนี้เราจะมานำเสนอ วิธีทำ Flashdrive  boot Window จากไฟล์ ISO  บางทีพอถึงเวลาจะลง Windows  หลายๆท่านอาจจะไม่มีแผ่นเตรียมไว้แต่มี  Flashdrive ในกรณีนี้เราสามารถทำให้ Flashdrive เป็นแผ่น Boot Windows ได้  แต่เราต้องมีไฟล์ Windows ที่เป็นไฟล์ ISO ก่อนนะครับ นะนำให้ไปหาโหลดไว้นะครับ

สิ่งที่ต้องมีสำหรับ การทำ Flashdrive  boot Windows จากไฟล์ ISO

1.  Flashdrive (ความจุ 4 กิ๊กเป็นอย่างน้อย หรือพอกับพื้นที่ Windows)
2. ไฟล์ Windows นามสกุล ISO (แนะนำให้ไปหาโหลดไว้นะครับ)
3.  โปรแกรมจำรองไดร์  UltraISO
4. Computer  (อันนี้ล้อเล่นนะครับ เพราะมันต้องมีอยู่แล้ว  555+)
เมื่อเครื่องมือครบแล้วเราลองมาดูกันเลยดีกว่าว่าเราอย่ามัวเสียเวลา  

วิธีทำ Flashdrive  boot Windows จากไฟล์ ISO 

ขั้นตอนที่  1   เปิดไฟล์ ISO ของ Windows  ผ่าน UltraISO

ขั้นตอนที่  2  เลือกเมนู  Bootable แล้วคลิก  Write Disk Image  ดูได้จากรูป

วิธีทำ Flashdrive  boot Windows จากไฟล์ ISO


จะได้หน้าตาดั้งนี้

วิธีทำ Flashdrive  boot Windows จากไฟล์ ISO


ให้เราเลือก Flash drive ที่ต้องการ  (Flash drive ที่ใช้ควรเป็นflash driveเปล่า เพราะ ข้อมูลที่เก็บอยู่ในแฟลชไดรฟ์ทั้งหมดจะหาย) เลือก Write และตอบ YES

ขั้นตอนที่  3  แล้วรอจนกว่าโปรแกรมจะรันเสร็จ แล้วกด Close ปิดไปได้เลย

เมื่อเสร็จแล้วก็จะได้ USB แฟลชไดรฟ์ สำหรับลงWindows มา 1 อัน จากนั้นเรา เข้าไปต้องค่าการ Boot ของ Bios ให้เป็น USB Flash drive  แค่นี้ก็เป็นอันสามารถลงวินโดว์ได้แล้วนะครับ

ปล.  เมื่อลงเสร็จแล้วเราสามารถ Format Flash drive กลับมาใช้งานได้ปกติครับ  สำหรับบทความนี้ โปรแกรมเมอร์กากกาก ก็ขอจบไว้เพียงเท่านี้ครับ
ปล. อีกรอบ ลืมที่มา 555+    ที่มา: www.greenlate.com



                              PHP | VB | HTML | Javascript | JQuery | SQL | Computer | CSSIT


วิธีทำ jQuery dynamic textbox หรือการใช้ jQuery add และ remove textbox

วิธีทำ jQuery dynamic textbox  หรือการใช้ jQuery add และ remove textbox

วิธีทำ jQuery dynamic textbox  หรือการใช้ jQuery add และ remove textbox

สวัสดีครับ หายหน้าไปนานสำหรับ โปรแกรมเมอร์กากกาก  วันนี้สำหรับเทคนิคกากกากของโปรแกรมเมอร์กากกากจะมานำเสนอเรื่อง วิธีทำ jQuery dynamic textbox  หรือการใช้ jQuery add และ remove textbox  ซึ่งทางโปรแกรมเมอร์กากกาก ก็ไม่ได้คิดวิธีนี้ขึ้นมาเองหรอกนะครับ  เพียงแค่เรานำมาปรับปรุงดัดแปลงให้เป็นของเรา 555+  แต่จะมี  เครดิต ใต้บทความให้ครับว่าเราเอามาจากไหน  อย่ามัวเสียเวลาครับ  เรามาดูกันเลย

ตัวอย่างวิธีทำ jQuery dynamic textbox  หรือการใช้ jQuery add และ remove textbox


 <!DOCTYPE html PUBLIC "-//W3C//DTD XHTML 1.0 Transitional//EN" "http://www.w3.org/TR/xhtml1/DTD/xhtml1-transitional.dtd">
<html xmlns="http://www.w3.org/1999/xhtml">
<head>
<meta http-equiv="Content-Type" content="text/html; charset=utf-8" />
<title>การใช้ jQuery add และ remove textbox </title>
<script type="text/javascript"  src="js/jquery-1.10.2.js"></script>//โหลดได้ที่ www.jquery.com


 <style type="text/css">//ในส่วนของ Css
div{
padding:8px;
}
</style>

</head>

<body>

<h1>การใช้ jQuery add  และ remove textbox รายรับ-รายจ่าย</h1>

<script type="text/javascript">  //ส่วนของ jquery script

$(document).ready(function(){

    var counter = 2;

    $("#addButton").click(function () {

if(counter>10){
            alert("Only 10 textboxes allow");
            return false;
}   

var newTextBoxDiv = $(document.createElement('div'))
    .attr("id", 'TextBoxDiv' + counter);

newTextBoxDiv.after().html('<label>Textbox #'+ counter + ' : </label>' +
     '<input type="text" name="textbox' + counter + 
     '" id="textbox' + counter + '" value="" ><label>Text #'+ counter + ' : </label>' +
     '<input type="text" name="text' + counter + 
     '" id="text' + counter + '" value="" ><label>select #'+ counter + ' : </label>' +
  '<select id="select'+counter+'"><option value="1">เงินในกระเป๋า</option><option value="2">เงินในบัญชี</option></select>');

newTextBoxDiv.appendTo("#TextBoxesGroup");


counter++;
     });

     $("#removeButton").click(function () {
if(counter==1){
          alert("No more textbox to remove");
          return false;
       }   

counter--;

        $("#TextBoxDiv" + counter).remove();

     });

     $("#getButtonValue").click(function () {

var msg = '';
for(i=1; i<counter; i++){
     msg += "\n Textbox #" + i + " : " + $('#textbox' + i).val();
}
     alert(msg);
     });
  });
</script>
</head><body>

<div id='TextBoxesGroup'> //การนำมาใช้งานกับการคลิกต่างๆ
<div id="TextBoxDiv1">
<label>Textbox #1 : </label><input type='textbox' id='textbox1' value="" >
        <label>Text #1 : </label><input type='textbox' id='text1' value="" >
        <label>select #1 : </label>
    <select id="select1">
    <option value="1">เงินในกระเป๋า</option>
     <option value="1">เงินในบัญชี</option>
    </select>
</div>
</div>
<input type='button' value='Add Button' id='addButton'>
<input type='button' value='Remove Button' id='removeButton'>
<input type='button' value='Get TextBox Value' id='getButtonValue'>

</body>
</html>

อธิบาย Code jQuery dynamic textbox  หรือการใช้ jQuery add และ remove textbox  เล็กน้อย

- ในส่วนนี้ script type="text/javascript"  src="js/jquery-1.10.2.js"></script>//โหลดได้ที่ www.jquery.com เป็นการเรียกใช้งาน jquery ซึ่งสามารถโหลดมาใช้ได้ฟรี

- ในส่วน
 <style type="text/css">//ในส่วนของ Css
div{
padding:8px;
}
</style>
เป็น Css ควบคุมเล็กน้อย เราสามารถนำไปแก้ไขได้ เพื่อความสวยงาม ตามใจท่านสำหรับในส่วนนี้

- ในส่วน
<script type="text/javascript">  //ส่วนของ jquery script

$(document).ready(function(){

    var counter = 2;

    $("#addButton").click(function () {

if(counter>10){
            alert("Only 10 textboxes allow");
            return false;
}   

var newTextBoxDiv = $(document.createElement('div'))
     .attr("id", 'TextBoxDiv' + counter);

newTextBoxDiv.after().html('<label>Textbox #'+ counter + ' : </label>' +
      '<input type="text" name="textbox' + counter + 
      '" id="textbox' + counter + '" value="" ><label>Text #'+ counter + ' : </label>' +
      '<input type="text" name="text' + counter + 
      '" id="text' + counter + '" value="" ><label>select #'+ counter + ' : </label>' +
   '<select id="select'+counter+'"><option value="1">เงินในกระเป๋า</option><option value="2">เงินในบัญชี</option></select>');

newTextBoxDiv.appendTo("#TextBoxesGroup");


counter++;
     });

     $("#removeButton").click(function () {
if(counter==1){
          alert("No more textbox to remove");
          return false;
       }   

counter--;

        $("#TextBoxDiv" + counter).remove();

     });

     $("#getButtonValue").click(function () {

var msg = '';
for(i=1; i<counter; i++){
      msg += "\n Textbox #" + i + " : " + $('#textbox' + i).val();
}
       alert(msg);
     });
  });
</script>

เป็นการเขียน script function Jquery เรียกใช้งาน  โดยการคลิก ซึ่งมีการเขียนเมื่อคลิก id addButtonก็จะทำการเพิ่ม Textbox มาให้ ต่างๆเหล่านี้ สามารถศึกษาได้จาก ที่ทำสีไว้ให้นะครับ

- และส่วนสุดท้ายก็จะเชื่อโยกกับส่วน script function Jquery อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วเบื่้องต้น

<div id='TextBoxesGroup'> //การนำมาใช้งานกับการคลิกต่างๆ
<div id="TextBoxDiv1">
<label>Textbox #1 : </label><input type='textbox' id='textbox1' value="" >
        <label>Text #1 : </label><input type='textbox' id='text1' value="" >
        <label>select #1 : </label>
    <select id="select1">
    <option value="1">เงินในกระเป๋า</option>
     <option value="1">เงินในบัญชี</option>
    </select>
</div>
</div>
<input type='button' value='Add Button' id='addButton'>
<input type='button' value='Remove Button' id='removeButton'>
<input type='button' value='Get TextBox Value' id='getButtonValue'>

และสุดท้ายก็หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ต่อท่านไม่มากก็น้อยครับ  สำหรับโปรแกรมเมอร์กากกาก ก็ของจบบทความนี้ลงเพียงเท่านี้

ปล. เครดิต :  www.mkyong.com    และสามารถรันและดูต้นฉบับที่โปรแกรมเมอร์กากกาก นำมาดัดแปลงได้ที่  http://www.mkyong.com/jquery/how-to-add-remove-textbox-dynamically-with-jquery/

                      PHP | VB | HTML | Javascript | JQuery | SQL | Computer | CSSIT

jquery เช็คค่าว่าง

jquery เช็คค่าว่าง


jquery เช็คค่าว่าง



วันนี้ โปรแกรมเมอร์กากกาก จะมานำเสนอบทความการเช็คค่าว่างด้วย jquery ดังที่บทความก่อนหน้านี้ได้มีการเขียนไปแล้วเกี่ยวกับการเช็คค่าว่างด้วย javascript  ซึ่งในบทความนี้ จะกระชับ code javascript ขึ้นมาอีกด้วย jquery เราลองมาดูตัวอย่าง code กันเลยดีกว่านะครับ

    function check_null(){
     var user = $("#user").val();
     var pass = $("#pass").val();
     if(user == ''){
      alert("กรุณากรอก username ด้วยค่ะ !");
      $("#user").focus();
      return false;
     }else if(pass == ''){
      alert("กรุณากรอก  password ด้วยค่ะ !");
      $("#pass").focus();
      return false;
     }
    }
  


เป็นไงครับพอจะเข้าใจหรือป่าว  ถ้ายังไม่เข้าใจเราลองมาดู code ที่นำไปใช้แล้วกันดีกว่านะครับ

CODE  jquery เช็คค่าว่าง 



<!DOCTYPE html PUBLIC "-//W3C//DTD XHTML 1.0 Transitional//EN" "http://www.w3.org/TR/xhtml1/DTD/xhtml1-transitional.dtd">
<html xmlns="http://www.w3.org/1999/xhtml">
<head>
<meta http-equiv="Content-Type" content="text/html; charset=utf-8" />
<title>jquery ตรวจชอบค่าว่าง</title>
</head>
<script type="text/javascript" src="jquery-1.10.2.js"></script>
        <script type="text/javascript">
function check_null(){
var user = $("#user").val();
var pass = $("#pass").val();
if(user == ''){
alert("กรุณากรอก username ด้วยค่ะ !");
$("#user").focus();
return false;
}else if(pass == ''){
alert("กรุณากรอก  password ด้วยค่ะ !");
$("#pass").focus();
return false;
}
}
</script>

<body>
<form name="check" id="check" method="post" >
username :<input type="text" id="user" />
password :<input type="text" id="pass" />
<input type="button" id="add" value="เข้าสู่ระบบ" onclick="check_null();"  />
</form>
</body>
</html>


อธิบาย CODE jquery เช็คค่าว่าง  เล็กน้อย

เห็นไหมครับ code jquery เช็คค่าว่างสั้นกว่า javascript เช็คค่าว่าง มากพอสมควรนะครับและในบทความนี้ยังสามารถที่จะแยกแยะออกว่าอันไหน javascript อันไหน jquery คือจะบอกว่าทั้งสองตัวมันเป็นเดียวกันนะครับ แต่ jquery จะอ้างแค่ id ก็สามารถนำไปใช้งานได้แล้ว แต่ javascipt ต้องอ้างตั้งแต่ form ไปจอนถึง ชื่อ หรือ id นั้นๆ สำหรับโปรแกรมเมอร์กากกากคนนี้ก็ขอจบบทความไว้เพียงแค่นี้ครับ ไว้บทความต่อไปจะมานำเสนอเกี่ยวกับอะไรไว้ติดตามกันนะครับ ขอบคุณครับ









PHP | VB | HTML | Javascript | JQuery | SQL | Computer | CSSIT

เทคนิก การสลับสีตารางด้วย PHP

เทคนิก การสลับสีตารางด้วย PHP 



เทคนิก การสลับสีตารางด้วย PHP



วันนี้ โปรแกรมเมอร์กากกาก จะมาสอนเทคนิกเล็กๆน้อยๆเกี่ยวกับการสลับสีตารางด้วย PHP ส่วนใครที่พอจะทราบแล้วก็ไม่เป็นไรนะครับ  อันนี้เป็นแค่เพียงตัวอย่างเทคนิคเล็กๆน้อยๆเท่านั้น  เราลองมาดู CODE กันเลยดีกว่านะครับ

CODE  เทคนิก การสลับสีตารางด้วย PHP 




<!DOCTYPE html PUBLIC "-//W3C//DTD XHTML 1.0 Transitional//EN" "http://www.w3.org/TR/xhtml1/DTD/xhtml1-transitional.dtd">
<html xmlns="http://www.w3.org/1999/xhtml">
<head>
<meta http-equiv="Content-Type" content="text/html; charset=utf-8" />
<title>สลับสี ตาราง</title>
</head>

<body>
<table width="100%" border="1" id="main_table" class="update_order">
  <thead>
  <tr>
    <th colspan="8">หัวข้อ</th>
  </tr>
  <tr>
    <th width="5%">ลำดับที่</ths>
    <th width="23%">ชื่อ</th>
    <th width="11%">นามสกุล</th>
    <th width="13%">หมายเลขโทรสับ</th>
    <th width="15%">ที่อยู่</th>
    <th width="9%">email</th>
  </tr>
  </thead>
 <?php $no = 1;
  while($no < 10 ){
 ?>
  <tbody>
  <tr bgcolor="<?php if($no%2 == 0){echo '#CCCCCC';}else{echo '#FFF';}?>">
    <td align="center"><?=$no;?></td>
    <td><b></b></td>
    <td align="center"><?="TEST";?></td>
    <td align="center"><?="TEST";?></td>
    <td align="center"><?="TEST";?></td>
    <td align="center"><?="TEST";?></td>
    </td>
  </tr>
  
  <?php  
  $no++;
} // end while
?>
  </tbody>
</table>
</body>
</html>



อธิบาย CODE เทคนิก การสลับสีตารางด้วย PHP 

จาก CODE ด้านบนนะครับ  ให้สังเกตุตรงส่วน PHP ในส่วนที่เป็นสีแดง  มีการนำ while เข้ามาใช้ให้ $no +1 ไปเรื่อยๆแต่ต้องน้อยกว่า 10 แล้วออกจาก loop และนำ $no แต่ละตัวมา %2 เพื่อทำการใช้งาน if เพื่อแยกสีของ   bgcolor ให้มีสองสี CODE ก็จะประมาณนี้นะครับ ส่วนเรื่องการประยุกต์ใช้นั้นก็เป็นไปได้มากมายหลายอย่าง อาทิเช่นการนำจำนวณจากการ select มาจากฐานข้อมูลโดยใช้ while นับและมีการเปลี่ยนสี ดังจะกล่าวในบทความต่อไปนะครับ   ส่วนด้านล่างนี้เป็น CODE PHP เพื่อให้พอนึกภาพออกครับ ลองดูกัน

$no = 1;
    while($no < 10 ){
       if($no%2==0){
    echo " bgcolor  1";
 }else{
    echo "bgcolor 2";
  }
    $no++;}




ก็ลองเอาไปทำดูนะครับ ส่วนใครที่รู้แล้วก็ไม่เป็นไร สำหรับบทความนี้ก็ขอจบไว้เพียงเท่านี้ นะครับ





PHP | VB | HTML | Javascript | JQuery | SQL | Computer | CSSIT

javascript หาตำแหน่ง ละติจูด ลองติจูด ปัจจุบันที่เราอยู่

javascript หาตำแหน่ง ละติจูด ลองติจูด ปัจจุบันที่เราอยู่

javascript หาตำแหน่ง ละติจูด ลองติจูด ปัจจุบันที่เราอยู่
วันนี้ โปรแกรมเมอร์กากกาก จะมานำเสนอบทความ javascript หาตำแหน่ง ละติจูด ลองติจูด ปัจจุบันที่เราอยู่ ในที่นี้มีประโยชน์ต่อผู้ที่ต้องการหาตำแหน่งที่อยู่ปัจจุบันของเราเพื่อนำไปคำนวณหาระยะทางจากที่เราอยู่ ไปยังจุดที่เราปักหมุดไว้ใน google map นะครับ  เราลองมาดู CODE กันแลยดีกว่า

CODE javascript หาตำแหน่ง ละติจูด ลองติจูด ปัจจุบันที่เราอยู่



<!DOCTYPE html PUBLIC "-//W3C//DTD XHTML 1.0 Transitional//EN" "http://www.w3.org/TR/xhtml1/DTD/xhtml1-transitional.dtd">
<html xmlns="http://www.w3.org/1999/xhtml">
<head>
<meta http-equiv="Content-Type" content="text/html; charset=utf-8" />
<title>ละติจูด ลองติจูด ปัจจุบันที่เราอยู่</title>
</head>
<body>


ตัวอย่าง ตำแหน่งที่เราอยู่



</body>
</html>

สรุปเล็กน้อย เกี่ยวกับ javascript หาตำแหน่ง ละติจูด ลองติจูด ปัจจุบันที่เราอยู่  

หลายท่านอาจสงสัยว่าหาค่า ละติจูด กับ ลองติจูดไปทำไม ในที่นี้ เมื่อเราได้ค่าทั้งสองค่านี้มา ซึ่งเป็นค่าที่อยู่ปัจจุบันของเรา (ค่าละติจูดลองติจูดปัจจุบันนี้ หมายถึง ละติจูดกับลองติจูดที่เราเปิดใช้งานหน้า เพจนี้ ถ้าเปิดอยู่ที่ไหน ก็จะได้พิกัดละจูดลองติจูดนั้นๆ) เมื่อเราได้แล้ว เราสามารถนำค่านี้ไปคำนวณหาระยะทาง ซึ่งจะมีสูตรในบทความต่อไปนะครับ  ซึ่งในที่นี้เหมาะสำหรับเว็บท่องเที่ยว ที่มีการปักหมุดสถานที่ท่องเที่ยวไว้และนำไปคำนวณให้นักท่องเที่ยวว่าจากสถานที่ที่นักท่องเทียวอยู่กับสถานที่ท่องเที่ยวนั้นๆว่าไกลกันมากน้อยเพียงใด  ทางโปรแกรมเมอร์กากกาก ก็ของจบบทความ  javascript หาตำแหน่ง ละติจูด ลองติจูด ปัจจุบันที่เราอยู่ ไว้เพียงเท่านี้นะครับ หวังว่าคงมีประโยชน์ต่อท่านที่สนใจ


PHP | VB | HTML | Javascript | JQuery | SQL | Computer | CSSIT

ป้ายกำกับ

การใช้ PHP ติดต่อฐานข้อมูล MYSQL ในรูปแบบ Class เขียนโปรแกรม คอมพิวเตอร์ ทิคนิคทำ Flash Drive ปลอดจากไวรัส Computer เทคนิก การสลับสีตารางด้วย PHP เทคนิก selected php โปรแกรมเมอร์หมายถึง พิกัด ค่า latitude และ longitude ใน Google Map จากการคลิก รวมคำสั่ง Dos ละติจูดลองติจูด วิธทำให้ computer boot windows 7 เร็วขึ้น วิธีการแชร์อินเตอร์เน็ต(Internet) Wireless วินโดว์ 7(Windows 7) วิธีแก้ไวรัส ซ่อนไฟล์ แฟลชไดรฟ์ วิธีแก้ IDM(INTERNET DOWLOAD MANAGER)เด้งฟ้อง เด้งเตือน วิธีแชร์ปริ้นเตอร์บนวินโดว์8 (windows8) วิธีทำ Flashdrive boot Windows จากไฟล์ ISO วิธีล้างหัวพิมพ์ printer canon วิธีส่ง อีเมล์ ด้วย PHP (PHP Send email) สอนทำตัว Setup VB 2008 add printer ไม่ได้ และ Printer Error boot windows 7 เร็วขึ้น computer CSS CSS เบื้องต้น (การใช้ Css เพื่อให้ Table ดูดีขึ้น) CSS พื้นฐาน Flash Drive HTML IDM IT javascript Javascript เช็คค่าตัวเลข Javascript เช็คค่าว่าง javascript เช็ค Email ไม่ถูกต้อง javascript หาตำแหน่ง ละติจูด ลองติจูด ปัจจุบันที่เราอยู่ JQuery JQuery คือ jquery เช็คค่าว่าง Jquery dialog or popup(เจคิวรี่ ไดอะล็อก หรือ ป๊อปอัพ) JQuery dynamic texbox jQuery Effects PHP PHP เบื้องต้น PHP และ CSS Dynamic HTML Web pages using ตอนที่ 1 PHP connect Database และ Select ข้อมูลเบื้องต้น PHP DELETE ข้อมูล PHP MySQL กับ Login Form แบบใช้ session PHP OOP PHP upload รูปภาพ printer sharing printer SQL SQL สร้างฐานข้อมูล VB VB 2008 โปรแกรมดูทีวีออนไลน์ vb 2008 connect database oracle Windows Windows7 แก้ปัญหา Set Printer